คุณรู้ไหมว่าใช้โทรศัพท์บ้าน(TOT) โทรเข้ามือถือ AIS แล้ว ตู๊ดครั้งแรกเสีย เงินเลย 3 บาท(ไม่รวม VAT )

ถ้าคุณ ไม่เชื่อนะครับ โทรไปที่ 189 เลย ครับ แล้ว ถาม call center ก่อนเลยครับ ผมไม่ได้ใส่ร้ายผมเอามาบอก พวกคุณก็ดีแล้ว คุณจะได้ไม่เป็นเหยื่อ ครับ ผมโทรคุยกับเค้า ตั้งหลาย ชม คุย 3 คน ผมไม่สามารถเอยชื่อ ได้

ชาย2 ญ1 ผมขอคุยกับหัวหน้า เค้าก็ ไม่ให้คุย สรุป เหมือนกัน คือ โทร หามือถือ ถึง
ติดหรือไม่ติดก็คิดเงิน 3 บาท ครับ

มันเป็นของตกลงกันระหว่าง บ มือถือ กับ TOT ครับ มือถือจะได้ค่าเชื่อมสัญญาณ จาก โทรบ้าน ไปมือถือ

ผมโทรไปถามเค้าว่า แล้ว ทำไม โทรตู้สาธารณะ ทำไม โทรเข้ามือถือทำไมไม่เสีย
เงิน (วัดจาก เหรียญตก) แต่ ทำไม โทรบ้านถึงเสียละ เค้าตอบไม่ได้ เงียบ

ผมคิดว่า (คิดว่านะครับความคิดส่วนตัว) โทรสาธารณะ นั้นสามารถดูได้ว่าเงินหล่น
ไปมั้ย แต่โทรบ้านไม่มี meter ในการตรวจสอบ ผมโมโหมากๆๆ กับการทำสัญญาของรัฐกับบ มือถือ ที่รัฐ กับประชาชนเสียผมประโยชน์ แบบนี้

มือถือค่ายอะไรที่มีจำนวนเบอร์ เยอะที่สุดก็รู้ๆ กันอยู่ ผลประโยชน์มหาศาล

ข้อมูลทั้งหมด ผมเอามาจากปากของ call center 189 ครับ

สรุป ถ้าคุณไม่เชื่อ โทร 189 ครับ หรือ call center ของ tot [www.tot.co.th]

ปล ผมบอกทุกคนที่ผมรู้จัก เพือป้องกันตัวเองแล้ว

เรื่องเกิดขึ้นในย่านใจกลางกรุงเทพ....อุทาหรณ์แก่เพื่อนๆทุกคน
เรื่องที่เราจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วกับตัวเราเองที่ห้างโตคิว(TOKYU)

บัตร มือถือ นาฬิกา กระเป๋าเงิน แล้วก็สิ่งของสำคัญทางจิตใจหายไปหมดในชั่วพริบตา

คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่เราเล่าให้เพื่อนคนหนึ่งฟังใน msn

อยากจะให้คนที่ได้รับเมล์นี้ช่วย Forward ต่อไปให้คนอื่นๆด้วยนะคะ

เพราะจากประสบการณ์ครั้งนี้ เราสูญเสียสิ่งของไปมูลค่ารวมเกือบ 3

หมื่นบาทเลยทีเดียว (มันไม่ใช่น้อยเลยนะ)

เรื่องเกิดวันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2547

วันนี้เราไปปริ้นท์รูปในมือถือที่สยามเซ็นเตอร์มา

เพราะทางโนเกียมาเปิดตัว 7610 ก็เลยให้ปริ้นท์รูปฟรี

พอเราปริ้นท์รูปเสร็จ ก็จะเดินไปอีกห้างนึง ที่อยู่ติดกัน(Siam Dicovery)

ก็มีผู้หญิงคนนึงเดินเข้ามาเรียก มาขอให้เราช่วยเลือกเสื้อผ้าให้

เค้าบอกว่าเค้ามาจากมาเลเซีย พรุ่งนี้จะถึงวันเกิดของน้องสาวเค้า

เค้าจะมาซื้อเสื้อผ้าให้น้องเค้าประมาณ 10 ชุด

แต่น้องเค้าประสบอุบัติเหตุมาซื้อเองไม่ได้

เค้าบอกว่าเห็นว่าเราหุ่นใกล้เคียงกับน้องเค้าเลย

ก็เลยมาขอให้ช่วยเลือกซื้อแล้วก็ลองเสื้อให้

เพราะเค้าไม่รู้ว่าแบบไหนที่วัยรุ่นเค้าใส่กัน

แล้วก็ลองชุดให้เค้าหน่อยว่าหุ่นแบบนี้จะใส่ได้รึเปล่า

เพราะเค้าไม่ค่อยรู้จักทาง แล้วก็กำลังท้องอยู่ด้วย

เราสงสารเค้า เห็นว่าไม่ค่อยรู้จักทาง แล้วก็กำลังท้องอยู่ (เค้าบอกว่าเค้าท้องอยู่)

เดินเยอะๆคงไม่ดี เราก็เลยช่วยเค้า แล้วในห้างที่อยู่ตอนนั้นน่ะมันไม่ค่อยมีร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นเท่า
ไหร่ เราก็เลยพาไปอีกห้างนึงใกล้ๆที่นั่น ชื่อห้างโตคิวที่อยู่ติดกับมาบุญครอง

เราก็ไปเลือกเสื้อ เลือกได้แล้วก็ต้องลองว่าใส่พอดีรึเปล่าใช่มะ

เราก็เข้าไปลองเสื้อ เพราะเค้าบอกว่าซื้อไปแล้วมาเปลี่ยนไม่ได้เพราะเค้าอยู่ไกล

อยากให้ซื้อไปแล้วใส่ได้พอดี พนักงานที่ร้านแรกก็บอกให้เราเอากระเป๋าเข้าไปด้วย เราก็เอา
เข้าไป พอเราลองเสร็จก็ออกมาให้เค้าดู แต่เค้าก็ไม่เอาเสื้อตัวนั้นที่เราลอง

แล้วหลังจากนั้นก็เลือกเอาชุดตัวอื่นอีก 2 -3 ชุดที่ร้านนั้น

แต่คราวนี้เราไม่ได้ลอง เพราะคิดว่าน่าจะใส่ได้บวกกับเค้าบอกว่ารีบด้วย

แล้วเค้าก็บอกที่ร้านนั้นว่าเดี๋ยวกลับมาเอา ขอไปดูร้านอื่นต่อ

เราก็เลยพาเค้าไปดูที่ร้านAIIZที่อยู่ไม่ไกลจากร้านนั้น

ระหว่างทางที่เดินไป เค้าบอกกับเราว่าเค้าวางเครดิตไว้ให้ที่ร้านแรกแล้ว

จะเป็นไรมั๊ยเนี่ยะ คงไม่เป็นไรล่ะมั้ง เพราะไม่ได้บอกรหัสไว้

ตอนนั้นเราก็เริ่มคิดแล้วว่า จ่ายด้วยบัตรเครดิตมันไม่เห็นต้องบอกรหัสอะไรเลย

เพียงแต่เจ้าของบัตรเครดิตต้องเซ็นชื่อเท่านั้นแหล่ะ เพราะถ้าคนที่เคยจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต
ประจำน่าจะรู้นี่นา ขนาดเราไม่เคยจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตยังรู้เลย

แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะยังไม่คิดอะไรมาก

แล้วพอมาถึงร้านที่สอง เค้าก็บอกว่าที่ไม่เอาชุดที่เราลองเมื่อตะกี๊

ก็เพราะเค้าลืมบอกไปว่าศาสนาที่เค้านับถือ(ศาสนายาวี อะไรของเค้าก็ไม่รู้)

มีข้อห้ามไม่ให้ใส่เครื่องประดับ แต่เมื่อตะกี๊เราใส่รองเท้าเข้าไป สร้อย นาฬิกา เข้าไปลอง

เค้าก็เลยซื้อไม่ได้ เพราะจะผิดศีลบ้าบออะไรของเค้านั่นแหล่ะ

เราก็เลยถอดเก็บไว้ในกระเป๋าเรา แล้วถอดรองเท้าเข้าไปลอง

แล้วฝากกระเป๋าให้พี่พนักงานดูให้

แต่พอซักพักพนักงานเค้างานยุ่งก็เลยบอกว่าดูกระเป๋าด้วยนะคะ

ผู้หญิงคนนั้นเค้าก็เลยถือไว้ให้ แล้วเร่งให้เราเข้าไปลองเสื้อ

แล้วเค้าก็บอกว่าเค้าจะไปเคลียร์เรื่องเงินกับพนักงาน

เราก็อยากให้มันเสร็จๆไป เพราะเริ่มเบื่อแล้ว

ข้าวเช้า ข้าวกลางวันก็ยังไม่ได้ทาน หิวแล้วด้วย

กะว่าช่วยเค้าเสร็จแล้วเราจะโทรไปนัดเพื่อนอีกคนออกมาทานข้าวด้วย

พออกมาจากห้องลองเราก็ไม่เห็นผู้หญิงคนนั้น

เราก็เริ่มคิดว่ามันเหมือนกับที่เราคิดไว้เลยว่า

ถ้าเป็นพวกมิจฉาชีพ มันต้องหาทางเอาของไปตอนที่เราไม่เห็น

เราก็เลยถามพนักงานว่าผู้หญิงที่ร้านนั้นว่า 'คนเมื่อกี๊ที่มากับเราหายไปไหนแล้ว'

เค้าก็บอกว่าผู้หญิงคนนั้นบอกว่าขอไปเข้าห้องน้ำหน่อย

เราก็เลยรู้แล้วว่ามันต้องเป็นพวกต้มตุ๋นแน่นอน

ตอนนั้นใจเริ่มใจไม่ดีแล้ว จะตามมันเจอมั๊ยเนี่ยะ

ขออย่าให้เป็นมิจฉาชีพจริงเลย

เราภาวนาขอให้เค้าจริงใจกับเรา แล้วไปเข้าห้องน้ำจริงๆ

หลังจากที่เดินวนไปวนมารออยู่ซักพัก

เราก็เลยถามพนักงานว่าเค้าไปทางไหน

แล้วก็ตามไปที่ห้องน้ำชั้นที่ผู้หญิงคนนั้นขึ้นไปก็ไม่เจอ

เราก็เลยลงมาที่ชั้นเดิมแล้วไปถามที่ร้านแรกว่า

'ผู้หญิงคนนั้นได้วางบัตรเครดิตไว้ที่ร้านจริงรึเปล่า'

เค้าก็บอกว่าไม่ได้วางบัตรไว้ แล้วพนักงานคนนั้นก็ถามเราว่าเรารู้จักกับผู้หญิงคนที่มาด้วยรึเปล่า

เราก็คิดเลยว่าพี่เค้าต้องรู้เรื่องอะไรมาแน่ๆเลย

เราก็เลยเล่าให้พี่เค้าฟัง พี่เค้าก็เลยบอกว่าเคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ที่ร้านมาแล้วครั้งนึง

แต่คนนั้นบอกว่าจะซื้อไปให้น้องสาวที่อยู่ที่ฝรั่งเศส

แต่ผู้หญิงคนละคนกัน แต่พี่เค้าไม่แน่ใจว่าคนนี้จะใช่พวกต้มตุ๋นเหมือนคราวนั้นรึเปล่า

เพราะไม่รู้ว่าเรารู้จักกับเค้ารึเปล่า ตอนแรกพี่เค้าก็จะบอกให้เราระวังๆไว้แล้ว

แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ปล่อยให้พนักงานคนนั้นพูดกับเรา 2

คนตามลำพังเลยเลย เดินตามพี่พนักงานตลอดตลอด

พี่เค้าก็เลยบอกให้เราเอากระเป๋าเข้าไปในห้องลองด้วย

หลังจากที่รู้เรื่องกันแล้ว เราก็เลยถามว่าจะทำอย่างไรดี

ที่นี่ไม่มีกล้องถ่ายไว้เหรอ ยิ่งได้ยินพี่เค้าบอกว่าที่ชั้นเครื่องแต่งกายสตรีนี้ไม่มี

เรายิ่งแทบจะทรุดเพราะเราหลงกลมันเข้าแล้ว

หลังจากนั้นก็เลยบอกกับคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ห้างนั้น

แล้วเค้าก็พาไปที่สำนักงานของห้าง แล้วแจ้งเรื่องกับเจ้าหน้าที่ไว้

แล้วเจ้าหน้าที่ก็เอาบันทึกที่เคยมีคนมาแจ้งความไว้ที่เป็นกรณีเดียวกันให้ดู

เราอ่านดูแล้วก็เหมือนกันเปี๊ยบเลย

แบบว่าไม่รู้จักทาง มาซื้อของให้น้องสาว ให้ช่วยเลือกซื้อให้

แต่มันก็เกิดตั้งแต่ปี 45 แล้ว ตอนนี้กลับมามีอีกครั้ง

เค้าก็เลยให้จดชื่อ เบอร์โทรติดต่อของเราไว้

เผื่อว่าคนร้ายมันจะทิ้งกระเป๋าหรือสิ่งของที่จะมัดตัวมันได้ไว้

เช่น พวกบัตร รูปภาพ หรืออื่นๆ ยกเว้นพวกโทรศัพท์มือถือ ที่มันจะเอาซิมการ์ดออกแล้วหักทิ้ง

แล้วเอาเครื่องไปขายต่อคิดดูสิ เครื่องเรา 7610 เอาไปขายหมื่นนึง ก็มีคนรีบซื้อแล้ว มันก็ได้
ไปเหนาะๆหมื่นนึงโดยไม่ต้องทำอะไรมาก

ถ้าหากว่ามันทิ้งกระเป๋าเราไว้แล้วเอาสิ่งที่มันอยากได้ไป

ทางเจ้าหน้าที่จะโทรให้เรามารับคืน แต่มันต้องทิ้งที่ในห้างนะนั้นนะ เราถึงจะได้คืน

ซึ่งมันมีเปอร์เซ็นที่น้อยมาก เราแทบจะไม่หวังเลยล่ะว่าจะได้อะไรคืนมา

นอกจากทำได้แค่คิดว่ามันเป็นประสบการณ์”จริง”ที่เกิดขึ้นกับเรา

ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ควรสงสาร หรือไว้ใจใครง่ายๆ

อยู่กรุงเทพฯ มิจฉาชีพมีเยอะมากๆๆๆ

เราก็ได้แต่กลับมาคิดว่าเราเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเกินไปรึเปล่า

เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับตัวเราแล้ว เราก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้ที่จะต้องสูญเสียสิ่งของ

มีค่าต่างๆให้แก่พวกที่ขี้โกง เราก็เลยคิดว่าประสบการณ์ที่มีค่าที่เกิดขึ้นกับเราในครั้งนี้

ไม่ควรที่จะถูกเก็บไว้ให้รู้เพียงแค่ในหมู่คนที่รู้จักเรา แต่มันน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้แก่คนอื่นๆได้บ้าง
เพื่อป้องกันตัวเอง

ของที่หายไปเราเสียดายนะ เสียดายมาก เพราะเก็บเงินซื้อมาเองและบางอย่างก็เป็นของที่
เรา

ขาดไม่ได้มันเป็นคุณค่าทางจิตใจ เป็นของที่คนที่รักเราให้มา เช่น ในวันเกิด

แต่เราก็คงจะเสียใจไม่นาน แต่ประสบการณ์นี้จะยังคงอยู่กับเราไปตลอดกาล

ขอให้คุณช่วยForward เมล์นี้ต่อไปเรื่อยๆด้วยนะคะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ

แต่ในปัจจุบันนี้มัจฉาชีพมีทุกที่ ทุกรูปแบบ เพื่อคนที่คุณรักจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกนี้ค่ะ"

“นก”

อันตรายจากเครื่องดื่มกระป๋อง

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 เพื่อนเป็นคนระยองไปเยี่ยมญาติป่วยที่โรงพยาบาลจันทบุรี ด้วยความหิวน้ำจึงได้ซื้อโค้กมากินแต่เช็ดฝากระป๋องไม่สะอาดเมื่อกลับบ้านที่ระยอง ตกกลางคืนจู่ๆก็มีไข้แล้วชัก ภรรยานำส่ง ร.พ.ระยอง นอนอยู่สามวันหมอหาสาเหตุไม่พบ มีอาการไม่รู้ตัวตาถลน ญาติจึงนำเข้า ร.พ.กรุงเทพ เพราะสงสัยเป็นโรคฉี่หนู ปรากฏเป็นเช่นนั้นจริงๆ
นอนไม่รู้ตัวอยู่สองอาทิตย์หลังจากนั้นค่อยดีขึ้น รักษาตัวอยู่หนึ่งเดือนครึ่ง หมดค่ารักษาแปดแสนกว่า แต่ความจำเสื่อม ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างฟื้นฟูความจำ พูดจาวกวน หมอที่โรงพยาบาลกรุงเทพบอกว่านี่เป็นคนที่ไม่ถึงสิบที่หายจากโรคนี้ในเมืองไทย และถ้าเพื่อนหรือญาติใครเป็นให้ส่ง ร.พ กรุงเทพด่วน เพราะเป็นที่เดี่ยวที่มีแพทย์เชี่ยวชาญเรื่องนี้เฉพาะ

ช่วยอ่านหน่อย อันนี้สำคัญ ไม่ใช่เรื่องตลกนะ!!

ซื้อเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องชนิดใดก็ตาม ก่อนดื่มคุณต้องแน่ใจว่าได้ล้างฝากระป๋องด้วยน้ำก๊อกและสบู่แล้ว หรือถ้าไม่มี ก็ขอให้ใช้หลอดดูดแทน เพื่อนคนหนึ่งของครอบครัวได้เสียชีวิต หลังจากดื่มโซดากระป๋อง โดยไม่ได้ล้างฝากระป๋องก่อนดื่ม ปรากฎว่าที่ฝากระป๋องเต็มไปด้วยฉี่หนูที่แห้งแล้วและเป็นพิษซึ่งมีอันตราย ร้ายแรงถึงชีวิต !!!!
เครื่องดื่มกระป๋องและอาหารกระป๋องมักถูกเก็บไว้ในโกดังเก็บของและ ตู้ container ซึ่งมีหนูเข้ามาอยู่เต็มไปหมดและของเหล่านี้ก็จะถูกส่งต่อไปจำหน่ายยังร้านค้าปลีกต่างๆ โดยที่ไม่ได้ทำความสะอาดอย่างถูกต้อง

ทำอย่างไร เมื่อรถคุณตกน้ำ

เปิดประตูลำบากครับ นึกถึงพายที่เราพายเรือซีครับ ต้องแหวกน้ำน่ะา
หนักขนาดไหน นี่ประตูทั้งบาน หนักกว่าพายขนาดไหน
> กดกระจกลงครับ ไฟฟ้าไม่ได้ช็อตเพราะตกน้ำ เนื่องจากเป็นไฟ DC
> ยังใช้ได้อยู่ไม่น้อยกว่า 5-10 นาทีแน่นอน
> กดกระจกลง แล้วออกมาทางหน้าต่างนั่นแหละครับ แต่ก่อนกดกระจกลงน่ะ

> อย่าลืมเอาเข็มขัดนิรภัยออกเสียก่อน
>
> ไม่ต้องไปห่วงเรื่องเปิดประตู ทำไม่ได้หรอกครับ่
> กระจกไฟฟ้านี่แหละ เอาลงง่ายกว่าหมุนเสียอีกรับ่ก่
>
> ผมไม่อยากใช้ชื่อนี้ในนี้ ไม่อยากเข้ามาตอบกระทู้ด้วยซ้ำะ
>
> แต่คราวนี้ จำเป็นครับ ผมไม่อยากให้คนไทยพวกเราต้องเสียชีวิต
> เพราะไม่ทันคิดกับการเปิดประตูรถที่จมน้ำอีกแล้ว
> เลยจำเป็นต้องมาเตือนกันเท่านั้น
>
> มีการพิสูจน์กันแล้ว ใน LA สหรัฐอเมริกา
> ใช้ตำรวจกับรถยนต์ที่ยกลงไปในสระน้ำ
> ให้ตำรวจอีกสองคนไปช่วยกันเปิดประตูจากด้านนอก เปิดไม่ออก
>
> ใช้ตำรวจตัวใหญ่ ใส่ชุดมนุษย์กบอยู่ในรถ ผลักประตูก็ไม่ออกิ
> ต้องออกทางกระจกอย่างเดียว ไม่ต้องทุบ เพราะทุบก็แตกยาก และแตกแล้ว
> ก็จะมีเศษกระจกเข้าไปบาดหน้าตาคนทุบ
>
> กดกระจกลงให้หมดอย่างเดียว รอดแน่ ถ้ามีสติ>
> ทุกท่านครับ มีลูกบอกลูก มีหลานบอกหลาน เกี่ยวกับเหตุการแบบนี้
> วันหนึ่งจะแก้ไขได้ถ้าเราบอกทุกคนในครอบครัวว่า......
> ถ้ารถตกน้ำสิ่งแรงที่ต้องทำก่อนที่รถจะเริ่มจม
> ตั้งสติ และไขกระจกลงให้เร็วที่สุด เพื่อที่น้ำ จะได้เข้ามาในตัวรถ
> อากาศที่อยู่ในรถจะถูกแทนที่ด้วยน้ำ... แล้วกั้นหายใจพยายาม
> เปิดประตัวออกไป จะเปิดได้ง่ายกว่า แรงดันในรถจะ ลดลง
> อย่าเสียเวลาทุบกระจก เพราะน้ำจะดันกระจกด้านนอกไว้
> เหมือนคนดันประตูที่เราพยายามจะผลักออกไป.. คนที่เคยรอดชีวิตออกมา
> เชาเล่าให้ผมฟังู
> เป็นวิศวะกร ขับรถกระบะ ตกไปในน้ำ พยายามทุบกระจก ด้วยโทรศัพทอกมา
> รุ่นกระบอกน้ำสมัยนั้น แต่ไม่สำเร็จ
> เลยไขกระจกตอนที่น้ำกำลังท่วมมาจนถึงหูจับประตู พอไขกระจก
> น้ำก็เริ่มเข้ามาน้ำ
> เขาจึงเปิดประตูออกมาได้.....สักวันหนึ่งมันต้องแก้ไขได้ก
> เหมือนเมื่อก่อนที่คนชอบนั่งท้ายรถกระบะ แล้วตกมาตายข
> เดี๋ยวนี้ผมไม่เห็นใครนั่งบริเวณขอบกระบะกันแล้ว
> จะนั้งที่พื้นกระบะเลยแล้วเอาหลังพิง
> เอามือเกาะไว้....มันจะไม่เกิดขึ้นอีก ถ้าเราช่วยกันบอกต่อ ๆ ไป

 

แฉพฤติกรรมมิจฉาชีพ

เป็นเรื่องที่คิดว่าเพื่อนๆ พี่ๆ ในรัชดาคงเคยได้อ่านกันบ้างแล้วทาง
e-mail
เพราะเห็นลงกันมานานแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังเกิดขึ้นอีก
วันนี้ได้อ่านเมล์ตอนเช้าเห็นว่ายังคงมีคนที่ต้องตกเป็นเหยื่อ
จากเหตุการณ์แบบที่เราได้เคยประสบมา คือ
ขับรถมาคนเดียวตอนกลางคืนผ่านแยกบางโพมา จะไปพระราม 7 เจอคนข้ามถนน
แบบที่ไม่ชอบเลย (รถยังไม่ทันพ้นครึ่งคันเลยพุ่งตัวข้ามมาละ)
และแล้วก็มีเสียงดังตึกเกิดขึ้น เรามองผ่านกระจกหลัง
ไม่เห็นมีอะไรเกิด ขึ้น
แต่หูกระจกด้านซ้ายพับเข้ามา รถก็ยังวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 60
ไปอีกนิดเพื่อจอดที่ตลาด ที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ
ก็มีรถแท็กซี่มาจอดด้าน หน้า
มีชายคนนึงลงมาเคาะกระจก (เรากำลังคุยโทรศัพท์กะแฟนอยู่พอดี
และยังไม่ได้ วาง)
เราลดกระจกลงมานิด เขาพูดว่า
"คุณไม่ต้องถามอะไรคุณดูที่กระจกคุณก่อน
คุณชนผมแล้วหนีมา" งงละสิเรามองแล้วไม่เห็นมีอะไร อืมคงจะเฉี่ยวๆๆ
คนข้ามมากว่าที่จะเรียกชนมั้ง (คิดในใจ)
คนร้ายก็เริ่มแผนการโดยควักแว่นตาที่แตก และบอกว่าเราทำของๆ เขาพัง
ข้อมือบาทเจ็บเล็กน้อย
แว่นตาเขาเนี่ยเป็นเลนส์พิเศษทำได้เฉพาะตรงสี่ พระยา
ราคาแพง ผมเป็นลูกผู้ชายพอขอแค่ครึ่งเดียว แค่ 2,500 บาท เราก็อึ้งสิ
แฟนเราได้ยินตั้งแต่ต้น (เราถือโทรศัพท์ค้างไว้ โดยที่ยังไม่ได้ วาง)
เขาบอกว่า "ถือโทรศัทพ์ไว้อย่างนี้ อย่าไปยอมจ่ายเงินนะ
เธอโดนพวกมิจฉาชีพ
ที่เขาเอามาลงในอีเมล์หลอกแล้ว เดียวพี่ไปหา"
ได้ยินแบบนี้ก็อึ้งอีกแล้ว
ก็เลยบอกคนร้ายว่า รอแป๊บนะพี่ชายที่เป็นตำรวจจะมาเคลียร์ให้
คนร้ายก็ยังเร่งให้เรารีบจ่ายเงินด้วยบอกจะรีบไปส่งแม่ที่ศิริราช (ตอน 2
ทุ่มเนี่ยนะ) ตัวเขาเองก็ไม่ได้จนนะ มีรถวอลโว่ขับ
แต่ให้น้องสาวขับไปส่ง แล้ว
(คนร้ายว่างั้น)
เราเลยบอกว่าขอเบอร์น้องสาวคุณหน่อยเดียวดิฉันจะโทรไปบอกว่าคุณรอเคลียร์ อยู่
เดียวค่ารถไปโรงพยาบาลดิฉันออกให้หมด อาจจะไปช้าหน่อย
เขาบอกน้องเขาไม่มีมือถือ
(กำ แต่มีวอลโว่ขับ) คนร้ายเริ่มลดราคาจาก 2,500 เหลือ 1,500 จน 500
เราก็ยังไม่ยอมจ่ายก็ได้แต่พูดกับคนร้ายว่า " รอแป๊บสิ
พี่คงใกล้ถึงแล้วละบ้านอยู่แค่นี้เองเดียวพี่มาเคลียร์ให้หมด"
คนร้ายคงเห็นท่าไม่ดีแล้วมั้ง เลยพูดว่า
"คุณไม่มีน้ำใจผมก็ไม่ว่ากันผมเป็นลูกผู้ชายพอ"
(แต่เดินย้อนกลับไปทาง บางโพ
ไม่เห็นนั่งรถแท็กซี่ไปหาแม่เลย งง?จังเรา)
พอเห็นคนร้ายเดินไปเราก็เลยออกรถกลับบ้านเลย ไม่ซื้อแล้วของเนี่ยกลัวๆๆ
ขับมาก็จะมองกระจกหลังตลอดว่ามีคนตามมาหรือป่าว - -!!

อาทิตย์นึง ผ่านไป เราต้องใช้เส้นทางนี้ทุกวัน
เราได้กลับมาเห็นคนร้ายอีกครั้ง แต่คราวนี้แฟนเป็นคนขับรถให้
เราเห็นและจำได้ทันที เราให้แฟนขับเลยไปนิดแล้วกลับรถมาฝั่งตรงข้ามคอยดูพฤติกรรมเขา
ครั้งแรกเขาคงพลาดข้ามมาฝั่งที่เราจอดรถพอดี
แต่เขาไม่ได้สังเกตรถของเรา
เขาทำท่าจะข้ามกลับแล้วก็เริ่มปฏิบัติการ
ผู้หญิงคนนึงขับรถมาคนเดียว
ก็เป็นเหยื่อจนได้ เห็นจะๆ หูกระจกโดนคนร้ายนิดเดียว
แต่ลงไปนอนกลิ้งเลย
รถของผู้หญิงขับมาจอดหน้ารถเราพอดี ผู้หญิงลงมาจากรถ
ผู้ร้ายคนนั้นก็เดินเข้ามาหา
จากนั้นคนร้ายก็เริ่มจะอธิบายอะไรต่างๆนานา
เรารีบให้แฟนลงไปช่วยเขา โดยที่เรากำลังหยิบโทรศัพท์โทรหาตำรวจ
คนร้ายหันมาเห็นแฟนเราเปิดประตูออก ไป
แล้วหันมาเห็นเราอีก (คงจำหน้าโจทย์ได้)
>>แล้วหันมามองป้ายทะเบียนรถเรา
(คงจะจำได้) แล้วก็บอกผู้หญิงทำนองว่าไม่เป็นไร
แล้วเดินผ่านหน้ารถเราไปโดยที่ชำเลืองตามามองหน้าเราเล็กน้อยแล้วรีบเดิน หนีเข้า
ซอยข้างสโมสรแบทมินตัน ตรงบางโพ ใกล้ๆๆธนาคารกรุงเทพ แล้วหายไป
ผู้หญิงคนนั้นก็ขับรถออกไปโดยที่ยังไม่เกิดอะไรขึ้น
แต่เราเสียดายยังไม่ทันกดโทรหาตำรวจเลย - -!!! มันดันหนีไปได้อีก
เลยอยากบอกเพื่อนๆ พี่ๆ ให้ระวังทางเส้นนี้ด้วยนะ
ถ้าต้องขับรถมาคนเดียว คนที่เขียนเมล์นะ เขาเจอแถวบางกระบือ
แล้วคนร้ายนั่งแท็กซี่ตามมาจนแล้วบางโพ พระราม 7
อยากให้สังเกตผู้เข้าข่ายเป็นคนร้ายนะ ถ้าเกิดเหตุประมาณนี้
จะทำเหมือนข้ามถนน อยู่ในที่มืดๆ หน่อย
จะใส่เสื้อแขนยาว กางเกงยีนส์ (แต่ตัวดูดี)
ผิวสีคล้ำ สูงประมาณ 165-170 ซม. พูดจาฉะฉาน
ระวังตัวกันด้วยนะ
sim card ของมือถือโดนลักลอบใช้ได้แล้ว
ถ้าคุณได้รับสัญญาณโทรศัพท์บนมือถือของคุณว่าจากช่างเทคนิค Cellnet หรือ Vodafone และบอกคุณว่าพวกเขากำลังทำการตรวจเช็คโทรศัพท์ของคุณ และบอกให้คุณต้องกด #90 หรือ 90# แล้ววางสายโทรทัพท์ทันที ตอนนี้มีบริษัทหลอกลวงฉ้อฉล วางอุบายนั้นขึ้นมา ถ้าคุณกด #90 หรือ 90# แล้วล่ะก็ พวกเขาจะสามารถ เข้าไปใน sim card ของคุณได้ และสามารถทำการใช้โทรออกจาก sim card นั้น โดยค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจะเป็นของคุณ
กรุณาบอกคนอื่นๆด้วย ที่คุณรู้ว่าเค้าใช้โทรศัพท์มือถือ ….
อันตรายนำขวดพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำ

ลายๆ คนไม่ทราบถึงอันตรายจากสารพิษที่มีสาเหตุมาจากการนำขวดพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำ
คุณหลายๆ คนอาจยังมีพฤติกรรมการใช้ และการนำกลับมาใช้ใหม่ ของขวดน้ำแร่ (เช่น Nestle, Bisleri, Aquafina, Kinley, Evian, และอื่นๆ) โดยการเก็บขวดเหล่านั้นไว้ในรถ หรือที่ทำงาน ซึ่งนั่นไม่ใช้ความคิดที่ดีเลย
มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นใน ดูไบ เมื่อเด็กหญิงอายุ 12 ปี เสียชีวิตหลังจากการใช้ขวดน้ำแร่ใส่น้ำไปโรงเรียนเป็นระยะเวลานานถึง 16 เดือน ซึ่งพลาสติกที่เรียกว่า Polyethylene terephthalate หรือ PET บรรจุสสารที่เป็นตัวการสำคัญที่เรียกว่า diethyl hydroxylamine or DEHA
ขวดเหล่านี้จะมีความปลอดภัยในการใช้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากคุณต้องการเก็บไว้ให้นานขึ้น ก็ต้องไม่นานกว่า 2-3 วัน หรือ 1 สัปดาห์ถือว่านานที่สุด และต้องเก็บไว้ให้ห่างจากความร้อนด้วยเช่นกัน
การล้างขวดน้ำซ้ำๆและล้างโดยการเขย่าขวดนั้น เป็นสาเหตุของการเสื่อมตัวของพลาสติกและเกิดสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ที่จะเข้าไปรวมตัวกับน้ำที่คุณใส่ไว้ในขวดสำหรับดื่ม ทางที่ดีคุณควรจัดหาขวดสำหรับใส่น้ำที่สามารถใช้บรรจุน้ำได้หลายๆ ครั้ง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ สิ่งที่ต้องใช้อย่างประหยัด แต่อยากให้นึกถึงครอบครัวและตัวของคุณเอง
กรุณาให้คำแนะนำกับบุตรหลาน หรือเด็กที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้
โปรดระวังสำหรับผู้นิยมใช้พิมเสนน้ำ....
>>>หรือที่เค้าเรียกกันว่าติดชอบดมชอบทาเอามาแตะนิ้ว
แล้วทาไปเรื่อยเช่นเอามาทาบุหรี่บ้าง ทาขมับทาปลายจมูก >>>ซึ่งเรามักจะพบเห็นกันได้บ่อยๆ
พี่ท่านนี้ก้อเหมือนๆคนทั่วไปที่นิยมล่ะครับ
ใช้หรือติดมาเวลาหลายปีล่าสุดก้อเหมือนทุกครั้งก้อใช้ทาที่ปลายจมูก...ทาที่ขมับและสุดท้ายก้อมาทาที่
คิ้ว(ระหว่างคิ้ว) >>>แต่เผอิญพิมเสนน้ำที่นำมาใช้เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ
เพียงแค่แตะปลายนิ้วนิดเดียวก้อจะติดปลายนิ้วมาเป็นน้ำซึ่งจะมากเกินความจำเป็น
เหตุเกิดตอนครั้งสุดท้ายที่ทานี่แหละครับ
พอทาที่หว่างคิ้วน้ำพิมเสนผสมกับน้ำเหงื่อที่จับอยู่ที่ปลายคิ้ว
ไหลย้อยเขาสู่ลูกตาทำให้เกิดอาการเคืองตาทันที.... >>> >>>หลังจากนั้นก้อใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าง
ที่ติดตัวมาเริ่มขยี้ตาซักพักก้อยิ่งเริ่มแสบ >>>ก้อต่อด้วยการล้างน้ำเปล่า แต่ก้อยิ่งเริ่มแสบ
ในเวลาต่อมาก้อรีบหาน้ำยาหยอดตามาหยอด >>>ตอนนี้เริ่มมีอาการปวดตามมาด้วยทั้งแสบทั้งปวด
ตานะพร่ามัวตั้งแต่แรกมาแล้ว
หลังจากล้างน้ำเปล่าตามด้วยยาหยอดตายิ่งเพิ่มความปวดแสบปวดร้อนมากขึ้น
ตาเริ่มมองไม่เห็นมากขึ้น >>>ในเวลานั้นคิดว่าไม่ได้แล้วต้องไปพบแพทย์แล้ว..
หลังจากพบ แพทย์บอกว่าอาการน่าเป็นหว่งมากนัยตาดำ >>>ตรงกลางกลายเป็นสีเทาออกขาว
มองภาพเบรอพร่ามัวตลอดบอดไปประมาณ70% >>>ซึ่งคุณหมอบอกว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าพิมเสนน้ำคือ
น้ำมัน >>>เมื่อเอายาหยอดตาหรือน้ำหยอดเข้าไปทำให้พิมเสน
กระจายไปทั่วลูกนัยตาและยิ่งทำให้เกิดอาการดังกล่าว >>> >>>จึงเรียนมาเพื่อเป็นอุธาหร เอา
ไว้บอกคนใกล้ตัวท่านหรือคนรู้จัก >>>ที่ชอบนิยมเอาพิมเสนน้ำมาทาตามที่ต่างๆโดยเฉพาะบนใบหน้าครับ
>>>โปรดระวัง >> >

ครั้งสุดท้ายที่เติมน้ำมัน คุณดับเครื่องยนต์หรือเปล่า... แล้วก่อนหน้านั้นหรือทุกๆครั้งละ...

คุณทราบหรีอไม่ว่า โศกนาฏกรรมจากการเติมน้ำมันโดยที่รถยนต์ไม่ได้ดับเครื่อง เกือบจะได้เป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ออกรายการข่าวภาคเช้า ภาคสาย ภาคบ่าย ภาคค่ำของสถานีโทรทัศน์ทุกช่องไปแล้ว หากปั้มน้ำมันแห่งนั้นไม่มีเด็กปั้มมือไวตาไวหัวไวและมีสติ สามารถระงับยับยั้งเหตุการณ์ไม่ให้ลุกลามใหญ่โต

ความจริงในสถานบริการน้ำมันทุกแห่งมีป้ายเตือนติดไว้แล้วว่า "โปรดดับเครื่องยนต์ขณะเติมน้ำมัน" แต่เราก็มักจะเห็นเป็นแค่ป้าย เป็นแค่คำเตือนแกมขอความร่วมมือธรรมดาๆ ไม่ได้คิดเป็นสิ่งที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งเครียด

แต่ทราบหรือไม่ว่า ในช่วงเวลาที่คุณกำลังนั้งเพลินฟังเพลงเพราะๆอยู่ในรถที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ เพื่อให้น้ำมันหลังไหลออกจากสายลงสู่ถังน้ำมันในรถคุณ อันตรายร้ายแรงถึงขั้นสามารถคร่าชีวิตคนมากมายก็อาจจะกำลังเกิดขึ้น

นั้นเป็นเพราะว่า ขณะที่กำลังบีบหัวจ่ายปล่อยน้ำมันเชื้อเพลิงไหลลงสู่ถังนำมันในรถขณะนั้น น้ำมันจะมีการระเหยเป็นไอลอยออกมา ไอของน้ำมันที่ระเหยออกมานี้จะรวมตัวผสมกับก๊าซออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศภายนอก และลอยตัวไปพบกับความร้อนที่ตัวเครื่องของรถหรือบริเวณหัวเทียนของรถจักรยานยนต์ เมื่อทั้งหมดรวมตัวกันเข้าด้วยกัน เชื้อเพลิงออกซิเจน และความร้อน ก็ครบองค์ประกอบของการติดไฟพอดี การลุกไหม้จะเกิดขึ้นรวดเร็ว เพราะน้ำมันซึ่งเป็นเชื่อเพลิงนั้นเป้นวัตถุไวไฟอย่างดี

ที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงอีกมากมายที่ปั้มน้ำมันเตรียมไว้บริการลูกค้า และเก็บไว้ในถังที่เรียงรายอยู่ภายใต้พื้นลานของปั้มน้ำมันที่รถของเราจอดอยู่โดยทั่วไปสถานบริการน้ำมันหนึงๆจะมีถังเก็บน้ำมันฝังอยู่ใต้ดิน 5 ถัง ความจะเฉลี่ยถังละ 20,000 ลิตร เท่ากับว่ามีปริมาณเชื้อเพลิงอยู่ใต้พื้นดิน 100,000 ลิตร และทั้งหมดนี้ก็พร้อมที่จะลุกเป็นไฟได้เสมอ

แม้ว่าโอกาศที่ถังน้ำมันใต้ดินจะระเบิดได้มีเพียง 0.05% ก็ตาม แต่คำว่า "อุบัติเหตุ" แปลว่า เหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด หรือความบังเอินเป็น

จะเกิดอะไรขึ้น หาก 0.05% นั้นบังเอินเป็นช่วงวินาทีที่คุณเติมน้ำมัน

เสียเวลาสตาร์ตเครื่องรถอีกสักครั้งปิดแอร์และทนร้อนเพียงไม่กี่นาที ย่อมดีกว่าความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

ทราบอย่างงี้แล้ว เติมนำมันครั้งต่อไปอย่างลืมดับเครื่องชน เอ๊ย.. ดับเครื่องยนต์ก่อนนะค่ะ



Best view with Internet Explorer Version 4 Up 800x600 Resolution
2001 Aonlines.com Homepage. All rights reserved.