เรื่องเกิดขึ้นในย่านใจกลางกรุงเทพ....อุทาหรณ์แก่เพื่อนๆทุกคน
เรื่องที่เราจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วกับตัวเราเองที่ห้างโตคิว(TOKYU)
บัตร มือถือ นาฬิกา กระเป๋าเงิน แล้วก็สิ่งของสำคัญทางจิตใจหายไปหมดในชั่วพริบตา
คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่เราเล่าให้เพื่อนคนหนึ่งฟังใน msn
อยากจะให้คนที่ได้รับเมล์นี้ช่วย Forward ต่อไปให้คนอื่นๆด้วยนะคะ
เพราะจากประสบการณ์ครั้งนี้ เราสูญเสียสิ่งของไปมูลค่ารวมเกือบ 3
หมื่นบาทเลยทีเดียว (มันไม่ใช่น้อยเลยนะ)
เรื่องเกิดวันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2547
วันนี้เราไปปริ้นท์รูปในมือถือที่สยามเซ็นเตอร์มา
เพราะทางโนเกียมาเปิดตัว 7610 ก็เลยให้ปริ้นท์รูปฟรี
พอเราปริ้นท์รูปเสร็จ ก็จะเดินไปอีกห้างนึง ที่อยู่ติดกัน(Siam Dicovery)
ก็มีผู้หญิงคนนึงเดินเข้ามาเรียก มาขอให้เราช่วยเลือกเสื้อผ้าให้
เค้าบอกว่าเค้ามาจากมาเลเซีย พรุ่งนี้จะถึงวันเกิดของน้องสาวเค้า
เค้าจะมาซื้อเสื้อผ้าให้น้องเค้าประมาณ 10 ชุด
แต่น้องเค้าประสบอุบัติเหตุมาซื้อเองไม่ได้
เค้าบอกว่าเห็นว่าเราหุ่นใกล้เคียงกับน้องเค้าเลย
ก็เลยมาขอให้ช่วยเลือกซื้อแล้วก็ลองเสื้อให้
เพราะเค้าไม่รู้ว่าแบบไหนที่วัยรุ่นเค้าใส่กัน
แล้วก็ลองชุดให้เค้าหน่อยว่าหุ่นแบบนี้จะใส่ได้รึเปล่า
เพราะเค้าไม่ค่อยรู้จักทาง แล้วก็กำลังท้องอยู่ด้วย
เราสงสารเค้า เห็นว่าไม่ค่อยรู้จักทาง แล้วก็กำลังท้องอยู่ (เค้าบอกว่าเค้าท้องอยู่)
เดินเยอะๆคงไม่ดี เราก็เลยช่วยเค้า แล้วในห้างที่อยู่ตอนนั้นน่ะมันไม่ค่อยมีร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นเท่า
ไหร่ เราก็เลยพาไปอีกห้างนึงใกล้ๆที่นั่น ชื่อห้างโตคิวที่อยู่ติดกับมาบุญครอง
เราก็ไปเลือกเสื้อ เลือกได้แล้วก็ต้องลองว่าใส่พอดีรึเปล่าใช่มะ
เราก็เข้าไปลองเสื้อ เพราะเค้าบอกว่าซื้อไปแล้วมาเปลี่ยนไม่ได้เพราะเค้าอยู่ไกล
อยากให้ซื้อไปแล้วใส่ได้พอดี พนักงานที่ร้านแรกก็บอกให้เราเอากระเป๋าเข้าไปด้วย เราก็เอา
เข้าไป พอเราลองเสร็จก็ออกมาให้เค้าดู แต่เค้าก็ไม่เอาเสื้อตัวนั้นที่เราลอง
แล้วหลังจากนั้นก็เลือกเอาชุดตัวอื่นอีก 2 -3 ชุดที่ร้านนั้น
แต่คราวนี้เราไม่ได้ลอง เพราะคิดว่าน่าจะใส่ได้บวกกับเค้าบอกว่ารีบด้วย
แล้วเค้าก็บอกที่ร้านนั้นว่าเดี๋ยวกลับมาเอา ขอไปดูร้านอื่นต่อ
เราก็เลยพาเค้าไปดูที่ร้านAIIZที่อยู่ไม่ไกลจากร้านนั้น
ระหว่างทางที่เดินไป เค้าบอกกับเราว่าเค้าวางเครดิตไว้ให้ที่ร้านแรกแล้ว
จะเป็นไรมั๊ยเนี่ยะ คงไม่เป็นไรล่ะมั้ง เพราะไม่ได้บอกรหัสไว้
ตอนนั้นเราก็เริ่มคิดแล้วว่า จ่ายด้วยบัตรเครดิตมันไม่เห็นต้องบอกรหัสอะไรเลย
เพียงแต่เจ้าของบัตรเครดิตต้องเซ็นชื่อเท่านั้นแหล่ะ เพราะถ้าคนที่เคยจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต
ประจำน่าจะรู้นี่นา ขนาดเราไม่เคยจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตยังรู้เลย
แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะยังไม่คิดอะไรมาก
แล้วพอมาถึงร้านที่สอง เค้าก็บอกว่าที่ไม่เอาชุดที่เราลองเมื่อตะกี๊
ก็เพราะเค้าลืมบอกไปว่าศาสนาที่เค้านับถือ(ศาสนายาวี อะไรของเค้าก็ไม่รู้)
มีข้อห้ามไม่ให้ใส่เครื่องประดับ แต่เมื่อตะกี๊เราใส่รองเท้าเข้าไป สร้อย นาฬิกา เข้าไปลอง
เค้าก็เลยซื้อไม่ได้ เพราะจะผิดศีลบ้าบออะไรของเค้านั่นแหล่ะ
เราก็เลยถอดเก็บไว้ในกระเป๋าเรา แล้วถอดรองเท้าเข้าไปลอง
แล้วฝากกระเป๋าให้พี่พนักงานดูให้
แต่พอซักพักพนักงานเค้างานยุ่งก็เลยบอกว่าดูกระเป๋าด้วยนะคะ
ผู้หญิงคนนั้นเค้าก็เลยถือไว้ให้ แล้วเร่งให้เราเข้าไปลองเสื้อ
แล้วเค้าก็บอกว่าเค้าจะไปเคลียร์เรื่องเงินกับพนักงาน
เราก็อยากให้มันเสร็จๆไป เพราะเริ่มเบื่อแล้ว
ข้าวเช้า ข้าวกลางวันก็ยังไม่ได้ทาน หิวแล้วด้วย
กะว่าช่วยเค้าเสร็จแล้วเราจะโทรไปนัดเพื่อนอีกคนออกมาทานข้าวด้วย
พออกมาจากห้องลองเราก็ไม่เห็นผู้หญิงคนนั้น
เราก็เริ่มคิดว่ามันเหมือนกับที่เราคิดไว้เลยว่า
ถ้าเป็นพวกมิจฉาชีพ มันต้องหาทางเอาของไปตอนที่เราไม่เห็น
เราก็เลยถามพนักงานว่าผู้หญิงที่ร้านนั้นว่า 'คนเมื่อกี๊ที่มากับเราหายไปไหนแล้ว'
เค้าก็บอกว่าผู้หญิงคนนั้นบอกว่าขอไปเข้าห้องน้ำหน่อย
เราก็เลยรู้แล้วว่ามันต้องเป็นพวกต้มตุ๋นแน่นอน
ตอนนั้นใจเริ่มใจไม่ดีแล้ว จะตามมันเจอมั๊ยเนี่ยะ
ขออย่าให้เป็นมิจฉาชีพจริงเลย
เราภาวนาขอให้เค้าจริงใจกับเรา แล้วไปเข้าห้องน้ำจริงๆ
หลังจากที่เดินวนไปวนมารออยู่ซักพัก
เราก็เลยถามพนักงานว่าเค้าไปทางไหน
แล้วก็ตามไปที่ห้องน้ำชั้นที่ผู้หญิงคนนั้นขึ้นไปก็ไม่เจอ
เราก็เลยลงมาที่ชั้นเดิมแล้วไปถามที่ร้านแรกว่า
'ผู้หญิงคนนั้นได้วางบัตรเครดิตไว้ที่ร้านจริงรึเปล่า'
เค้าก็บอกว่าไม่ได้วางบัตรไว้ แล้วพนักงานคนนั้นก็ถามเราว่าเรารู้จักกับผู้หญิงคนที่มาด้วยรึเปล่า
เราก็คิดเลยว่าพี่เค้าต้องรู้เรื่องอะไรมาแน่ๆเลย
เราก็เลยเล่าให้พี่เค้าฟัง พี่เค้าก็เลยบอกว่าเคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ที่ร้านมาแล้วครั้งนึง
แต่คนนั้นบอกว่าจะซื้อไปให้น้องสาวที่อยู่ที่ฝรั่งเศส
แต่ผู้หญิงคนละคนกัน แต่พี่เค้าไม่แน่ใจว่าคนนี้จะใช่พวกต้มตุ๋นเหมือนคราวนั้นรึเปล่า
เพราะไม่รู้ว่าเรารู้จักกับเค้ารึเปล่า ตอนแรกพี่เค้าก็จะบอกให้เราระวังๆไว้แล้ว
แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ปล่อยให้พนักงานคนนั้นพูดกับเรา 2
คนตามลำพังเลยเลย เดินตามพี่พนักงานตลอดตลอด
พี่เค้าก็เลยบอกให้เราเอากระเป๋าเข้าไปในห้องลองด้วย
หลังจากที่รู้เรื่องกันแล้ว เราก็เลยถามว่าจะทำอย่างไรดี
ที่นี่ไม่มีกล้องถ่ายไว้เหรอ ยิ่งได้ยินพี่เค้าบอกว่าที่ชั้นเครื่องแต่งกายสตรีนี้ไม่มี
เรายิ่งแทบจะทรุดเพราะเราหลงกลมันเข้าแล้ว
หลังจากนั้นก็เลยบอกกับคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ห้างนั้น
แล้วเค้าก็พาไปที่สำนักงานของห้าง แล้วแจ้งเรื่องกับเจ้าหน้าที่ไว้
แล้วเจ้าหน้าที่ก็เอาบันทึกที่เคยมีคนมาแจ้งความไว้ที่เป็นกรณีเดียวกันให้ดู
เราอ่านดูแล้วก็เหมือนกันเปี๊ยบเลย
แบบว่าไม่รู้จักทาง มาซื้อของให้น้องสาว ให้ช่วยเลือกซื้อให้
แต่มันก็เกิดตั้งแต่ปี 45 แล้ว ตอนนี้กลับมามีอีกครั้ง
เค้าก็เลยให้จดชื่อ เบอร์โทรติดต่อของเราไว้
เผื่อว่าคนร้ายมันจะทิ้งกระเป๋าหรือสิ่งของที่จะมัดตัวมันได้ไว้
เช่น พวกบัตร รูปภาพ หรืออื่นๆ ยกเว้นพวกโทรศัพท์มือถือ ที่มันจะเอาซิมการ์ดออกแล้วหักทิ้ง
แล้วเอาเครื่องไปขายต่อคิดดูสิ เครื่องเรา 7610 เอาไปขายหมื่นนึง ก็มีคนรีบซื้อแล้ว มันก็ได้
ไปเหนาะๆหมื่นนึงโดยไม่ต้องทำอะไรมาก
ถ้าหากว่ามันทิ้งกระเป๋าเราไว้แล้วเอาสิ่งที่มันอยากได้ไป
ทางเจ้าหน้าที่จะโทรให้เรามารับคืน แต่มันต้องทิ้งที่ในห้างนะนั้นนะ เราถึงจะได้คืน
ซึ่งมันมีเปอร์เซ็นที่น้อยมาก เราแทบจะไม่หวังเลยล่ะว่าจะได้อะไรคืนมา
นอกจากทำได้แค่คิดว่ามันเป็นประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับเรา
ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ควรสงสาร หรือไว้ใจใครง่ายๆ
อยู่กรุงเทพฯ มิจฉาชีพมีเยอะมากๆๆๆ
เราก็ได้แต่กลับมาคิดว่าเราเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเกินไปรึเปล่า
เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับตัวเราแล้ว เราก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้ที่จะต้องสูญเสียสิ่งของ
มีค่าต่างๆให้แก่พวกที่ขี้โกง เราก็เลยคิดว่าประสบการณ์ที่มีค่าที่เกิดขึ้นกับเราในครั้งนี้
ไม่ควรที่จะถูกเก็บไว้ให้รู้เพียงแค่ในหมู่คนที่รู้จักเรา แต่มันน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้แก่คนอื่นๆได้บ้าง
เพื่อป้องกันตัวเอง
ของที่หายไปเราเสียดายนะ เสียดายมาก เพราะเก็บเงินซื้อมาเองและบางอย่างก็เป็นของที่
เรา
ขาดไม่ได้มันเป็นคุณค่าทางจิตใจ เป็นของที่คนที่รักเราให้มา เช่น ในวันเกิด
แต่เราก็คงจะเสียใจไม่นาน แต่ประสบการณ์นี้จะยังคงอยู่กับเราไปตลอดกาล
ขอให้คุณช่วยForward เมล์นี้ต่อไปเรื่อยๆด้วยนะคะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
แต่ในปัจจุบันนี้มัจฉาชีพมีทุกที่ ทุกรูปแบบ เพื่อคนที่คุณรักจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกนี้ค่ะ"
นก
|